ขอเชิญร่วมเดินทางปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ......ตามรอยบาทพระศาสดา
ณ ดินแดนพุทธภูมิ อินเดีย - เนปาล
กราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ณ ประเทศอินเดีย – เนปาล
๑๔ – ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ (๑๑ คืน ๑๒ วัน )
เส้นทางแสวงบุญ ตามรอยพระศาสดา ณ แดนพุทธภูมิ
สุวรรณภูมิ-มุมใบ-ออรังกาบาด-อชันตา เอลโรลา-อัคราทัชมาฮาล-สาวัตถี- ลุมพินี-กุสินารา-พาราณสี-คยา-ราชคฤห์-นาลนทา-คยา-กัลกัตตา
![]()
พุทธวจนะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ ตำบลนี้ คือ
![]()
![]()
๑.สถานที่ที่พระตถาคตประสูติ
๒.สถานที่ที่พระตถาคตตรัสรู้
๓.สถานที่ที่พระตถาคตแสดงปฐมเทศนา
๔.สถานที่ที่พระตถาคตปรินิพพาน
ชนเหล่าใดจาริกไปยังสถานที่ทั้ง ๔ ด้วยจิตเลื่อมใสแล้ว
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” มหาปรินิพพานสูตร ทีฆ.มหาวรรค ๑๐/๑๓๑/๑๓๕
กำหนดการเดินทาง ๑๐ คืน ๑๑ วัน
วันแรกของการเดินทาง กรุงเทพ – มุมใบ
๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๖.๐๐ น . พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิอาคารผู้โดยสารขาออกชั้น ๔ ประตู ๓-๔ เคาน์เตอร์ F สายการบิน คิงส์ฟิชเชอร์ IT 024 มีทีมงานคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการ Check in บัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ
๐๘.๔๕น. กางปีกบินสู่เมืองมุมใบ ประเทศอินเดีย โดยสายการบินคิงส์ฟิชเชอร์ IT 024 ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมง
(เวลาในประเทศอินเดียช้ากว่าเวลาในประเทศไทย ๑.๓๐ ชั่วโมง)
๑๑.๑๕น. (เวลาท้องถิ่นอินเดีย) ร่อนลงที่ท่าอากาศยานเมืองมุมใบ ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร จากนั้นขึ้นรถปรับอากาศเดินทางไปเมืองออรังคบาด ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๗ ชม.
๒๐.๐๐น. ถึงเมืองออรังคบาด รับประทานอาหารเย็น นอนพักผ่อนที่โรงแรม (ห้องละ ๒ คน ห้องน้ำในตัว) (คืนที่ ๑)
วันที่สองของการเดินทาง ออรังคบาด-เอลโรล่า-อชันตา ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
๐๗.๐๐น. ไป ถ้ำ เอลโลร่า เป็นถ้ำหิน เจาะเข้าไปในภูเขา เพื่อใช้เป็นวัด โบสถ์ สังฆาราม วิหาร หอสวดมนต์ มีทั้งของศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และ ศาสนาเชน
เอลโลร่ามี 34 ถ้ำ แบ่งเป็น 3 ศาสนา
เอลโลร่าเป็นถ้ำหิน เจาะเข้าไปในภูเขา เพื่อใช้เป็นวัด โบสถ์ วิหาร สังฆารามต่างๆ คล้ายกับถ้ำอชันตา. ถ้ำในเอลโลร่า สร้างในพุทธศตวรรษที่ 9-12 ในขณะที่ การสร้างถ้ำอชันตา กำลังจะสิ้นสุดลง.
เอลโลร่ามี 34 ถ้ำ แบ่งเป็น 3 ตอน 3 ศาสนา คือศาสนาพุทธมี 12 ถ้ำ ตั้งแต่ ถ้ำที่ 1-12, ศาสนาฮินดูมี 17 ถ้ำ คือถ้ำที่ 13-29, และศาสนาเชนมี 5 ถ้ำ คือ ถ้ำที่ 30-34. ถ้ำเหล่านี้ มีแต่หินแกะสลัก ไม่มีภาพวาดฝาผนัง หรือเพดาน. ถ้ำของศาสนาพุทธ สร้างขึ้นก่อนใคร จนสิ้นสุดการสร้างแล้ว,
ศาสนาฮินดู จึงได้สร้างถ้ำขึ้น ตามอย่างบ้าง โดยสร้างต่อจาก ถ้ำของศาสนาพุทธ จนศาสนาฮินดู สร้างสิ้นสุดลง, ศาสนาเชนก็ได้สร้างถ้ำ ต่อจากศาสนาฮินดู ต่อไป.
จุดประสงค์ ในการสร้างถ้ำเอลโรล่า เมื่อดูจนครบทั้ง 3 ศาสนาแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า แตกต่างกันมาก.
สำหรับศาสนาพุทธ สร้างถ้ำขึ้น เพื่อใช้ประกอบ พิธีสังฆกรรมจริงๆ มีสังฆาราม เป็นที่อยู่อาศัย ของพระภิกษุ มีโรงเรียน ที่พระภิกษุใช้ ในการเรียน การสอนจริงๆ.
ศาสนาฮินดู เมื่อมาเห็นถ้ำหิน แกะสลัก ของศาสนาพุทธแล้ว จึงได้ทำขึ้นมาบ้าง โดยแกะสลักหินเป็นถ้ำ อย่างงดงาม วิจิตรพิศดาร ใหญ่โต มีเครื่องประดับมากมาย, ซึ่งการสร้างขึ้น ในลักษณะนี้ น่าที่จะมีไว้เพื่อ แสดงความยิ่งใหญ่ แห่งศาสนาของตน มากกว่าที่จะเป็น ศาสนสถาน ที่ใช้ประกอบ พิธีกรรมจริงๆ.
ส่วนศาสนาเชนนั้น ได้สร้างถ้ำ ตามขึ้นมาบ้าง และมีการแกะสลักหิน อย่างงดงาม มากเช่นกัน.
ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏ แก่ผู้ที่ได้ชมถ้ำเอลโลร่า เหล่านี้ จึงให้ความรู้สึก ที่แตกต่างกัน อย่างชัดเจน
ในขณะที่ศาสนาพุทธ ให้ความรู้สึกที่เรียบง่าย ดูสงบเย็น และเป็นประโยชน์,
ศาสนาฮินดู ให้ความรู้สึก แบบหรูหรา เต็มไปด้วยวิจิตรศิลป์ ที่อลังการ,
และศาสนาเชน มุ่งเน้นการเผยแผ่ ให้รู้จักองค์ แห่งศาสดามหาวีระ และมีจุดเน้น อยู่ที่การเปลือยกาย ให้เห็นอวัยวะเพศ อย่างชัดเจน.
ถ้ำของศาสนาพุทธ
ถ้ำของศาสนาพุทธ ที่เอลโลร่านี้ มีลักษณะแตกต่างจาก ถ้ำที่อชันตา ในขณะที่ ถ้ำอชันตาเป็นหน้าผา จึงใช้วิธีเจาะหิน เข้าไปเป็นโพรงถ้ำเลย แล้วแกะสลัก เป็นโบสถ์ หรือวิหาร หรือสังฆาราม.
ส่วนที่เอลโลร่านี้ เป็นแนวภูเขา ติดต่อกันเป็นพืด เตี้ยบ้าง สูงบ้าง การเจาะเป็นถ้ำ ที่เอลโลร่า จึงยากกว่ามากถ้าเป็นภูเขาที่สูงมากๆ ก็ต้องใช้วิธี ตัดเขาลงมาทั้งลูก เพื่อให้เป็น หน้าตัดตรงก่อน แล้วจึงเจาะเป็นคูหา เข้าไปข้างใน ถ้ำเอลโลร่า มีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ. 893-1243 ซึ่งแสดงให้เห็น ถึงลักษณะที่เด่นชัด ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน ในยุคหลัง
๑๑.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม๑๓.๐๐ น. เดินทางไปถ้ำอชันตา ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งใน Unseen in India ที่คนทั่วไปอาจไม่รู้จัก ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ทั่วโลกคุ้นเคยกับพุทธสถานแห่งนี้เป็นอย่างดี ในฐานะเป็นที่รวมความงามทางพุทธศิลป์ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม โบราณ ซึ่งสร้างจากแรงศรัทธาและความมุ่งมั่นพยายามของผู้ปฏิบัติธรรมในละแวกนั้น อชันตาเป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ถ้ำนั้น ห่างจากเมืองออรังคบาดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 104 กม. เป็นถ้ำที่มีการขุดเจาะภูเขาเข้าไป เรียงกันถึง 30 ถ้ำ เพื่อใช้เป็นห้องโถงสำหรับสวดมนต์ และประกอบศาสนกิจ รวมถึงเป็นที่พำนักพระสงฆ์ จะเรียกว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาแห่งหนึ่งก็ว่าได้ ถ้ำนี้มีกำเนิดก่อนคริสตศักราชราว 200 ปี (พ.ศ.350) เดิมทีเป็นผลงานที่สร้างโดยพระสงฆ์นิกายหินยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่างแกะสลักชาวฮินดูในวรรณะล่างที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ต่อมานิกายมหายานจึงเริ่มเข้าไปผสมผสานภายหลัง มีผู้สันนิษฐานว่าพระสงฆ์เลือกถ้ำแห่งนี้เนื่องจากเป็นสถานที่ที่สงบเงียบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางส่งสินค้าของชาวอาหรับโบราณมากนัก จนกระทั่งกองทัพมุสลิมเข้ามายึดอินเดีย ถ้ำอชันตาก็หายไปจากความทรงจำของผู้คน ต่อมาใน ค.ศ.1819 นายทหารอังกฤษชื่อ นายจอห์น สมิธ ได้ออกล่าสัตว์ในเขตนั้น และพบถ้ำดังกล่าว เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะไม่นึกไม่ฝันว่าคนสมัยนั้นจะมีความพยายามสูงส่ง ขนาดเจาะหินภูเขาเป็นที่อยู่อันใหญ่โตมโหฬารด้วยมือได้เช่นนี้
ถ้ำที่มีความสวยงามและเลื่องชื่อในด้านจิตรกรรมฝาผนังและรูปปั้น ก็คือ ถ้ำที่ 1 ซึ่งภายในมีภาพวาดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระปัทมปาณีถือดอกบัว เอียงพระเศียรแสดงสีหน้าอ่อนโยนและเมตตา ในขณะที่ถ้ำที่ 2 มีความงดงามไม่แพ้กัน ต่างกันเพียงจิตรกรรมฝาผนังของถ้ำนี้เป็นเรื่องการประสูติของพระพุทธองค์และพระสุบินของพระนางสิริมหามายา
ส่วนวิหารในถ้ำที่ 19 เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความโดดเด่นที่เพดานด้านบนเป็นทรงเกือกม้า และมีรูปปั้นเทพารักษ์ยืนตรงขอบหน้าต่าง โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของพระสงฆ์นิกายมหายานที่สื่อให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่และพระ ราชวังอันหรูหราของพระพุทธเจ้าก่อนออกผนวชเพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างของไฮไลต์เด่นๆ ในถ้ำอชันตาเท่านั้น เพราะถ้ำอื่นๆ ยังมีศิลปะและจิตรกรรมฝาผนังที่อธิบายถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาและพุทธประวัติมากมาย และในปี พ.ศ.2545 รัฐบาลอินเดียได้อนุมัติงบประมาณเพื่อติดตั้งระบบไฟใยแก้วออฟติกที่ทันสมัยในทุกถ้ำ และจัดซื้อรถประจำทางปลอดสารพิษจำนวน 10 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักประวัติศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาค้นคว้าหาความหมายและปรัชญาที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมแห่ง นี้ ทั้งยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสกับความวิจิตรอลังการของถ้ำ อชันตาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
๑๘.๐๐น. รับประทานอาหารเย็น นอนพักผ่อนที่โรงแรมใกล้ถ้ำอชันตา ห้องละ ๒ คน ห้องน้ำในตัว (คืนที่๒)
วันที่สามของการเดินทาง ออรังคบาด - อัครา ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๖.๐๐น. อรุณสวัสดิ์ รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมออรังคบาด
๐๗.๐๐น. พักผ่อนตามอัธยาศัย
๑๑.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม เสร็จแล้วเก็บกระเป๋า เดินทางไปภูษาวันเพื่อขึ้นรถไฟ
๑๔.๐๐ น. เดินทางไปเมืองอัครา(ทัชมาฮาล)โดยรถไฟชั้นนอนปรับอากาศไม่มีผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย (คืนที่ ๓)
วันที่สี่ของการเดินทาง อัครา –ทัชมาฮาล-อัคราฟอร์ด ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๕.๐๐ น. เดินทางถึงเมืองอัครา(ทัชมาฮาล) เข้าพักที่โรงแรมคังคาลาตัน
๐๖.๐๐ น. ทานอาหารเช้าที่โรงแรมคังคาลาตัน พักผ่อนตามอัธยาศัย
๑๑.๐๐ น. ทานอาหารกลางวันที่โรงแรมคังคาลาตัน
๑๓.๐๐ น. นำท่านเข้าชมทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์อินเดียผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ชึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาห์ ชหาน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) พระบิดา คือ จักรพรรดิ ชาห์ ชหานชีร์ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล แห่งอินเดีย ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าชายขุร์รัม ได้พบกับ อรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์ มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปีและบอกแก่พระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของรัฐมนตรี พิธีอภิเษกถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี ในปี พ.ศ. 2155 (ค.ศ. 1612) จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลยทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ ทัชมาฮาลตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและออกแบบร่วม 20,000 คน การก่อสร้างกินเวลานานถึง 22 ปี ทัชมาฮาลมีเนื้อที่ประมาณ 42 เอเคอร์ เป็นที่ตั้งของมัสยิด มีหออาซาน (หอสูงสำหรับร้องแจ้งเวลาทำนมาซ) และมีสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ นายช่างที่ออกแบบ ชื่อ อุสตาด ไอซา ถูกประหารชีวิตเพื่อมิให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ ที่สวยกว่าได้ ส่วนหัวของทัชมาฮาลมีลักษณะโดมที่เรียกว่าโอเนียนโดม หลังจากนั้นนำท่านชมอัคราฟอร์ด
๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็นที่โรงแรมคังคาลาตัน
๑๙.๐๐น. พักผ่อนตามอัธยาศัย นอนหลับฝันดีดินแดนมนต์ขลังแห่งรักโรงแรมคังคาลาตัน ห้องละ ๒ คน ห้องน้ำในตัว ( คืนที่ ๔ )
วันที่ห้าของการเดินทาง อัครา - สาวัตถี ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๕.๐๐ น. ตื่นนอนเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย
๐๖.๐๐น. รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมคังคาลาตัน
๐๗.๐๐น. เดินทางไปสาวัตถี
๑๑.๐๐น. รับประทานอาหารกลางวันระหว่างทาง
๑๙.๐๐ น. เดินทางถึงสาวัตถี ทานอาหารเย็นที่วัดไทยเชตวันมหาวิหาร
๒๐.๓๐ น. พักผ่อนตามอัธยาศัย บอกราตรีสวัสดิ์ที่วัดเกาหลีสาวัตถี (ห้องละ ๕ คน ห้องน้ำในตัว) ( คืนที่ ๕ )
วันที่หกของการเดินทาง สาวัตถี - ลุมพินี ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๕.๐๐ น. ตื่นนอน เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย
๐๖.๐๐น. รับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยเชตวันมหาวิหาร
๐๗.๐๐น. นำท่านนมัสการ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เป็นวัดที่พระพุทธเจ้าประทับบำเพ็ญพุทธกิจอยู่นานที่สุดถึง ๑๙ พรรษา และอยู่ที่วิหารปุพผารามสร้างโดยมหาอุบาสิกาวิสาขาอีก ๖ พรรษา นมัสการอานันทโพธิ์ ซึ่งเป็นหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นแรก และชมสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ชมบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านองคุลิมาล สถานที่ธรณีสุบพระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา
๑๑.๐๐น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยเชตะวันมหาวิหาร เสร็จแล้วทอดผ้าป่าบำรุงวัด
๑๓.๐๐น. เดินทางไปลุมพินี ระหว่างทางแวะทานกาแฟ จาปาตี และเข้าห้องน้ำที่วัดไทย ๙๖๐
๑๙.๐๐ น. ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเนาปาล (ห้ามให้ผู้แสวงบุญลงจากรถโดยเด็ดขาด) เดินทางถึงลุมพินี
๒๐.๐๐ น. ทานอาหารเย็นและเข้านอนที่วัดไทยลุมพินี ห้องละ ๕ คน มีห้องน้ำ (คืนที่ ๖)
วันที่เจ็ดของการเดินทาง ลุมพินี - กุสินารา ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๕.๐๐ น. ตื่นนอนเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย
๐๖.๐๐น. รับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยลุมพินี เสร็จแล้วทอดผ้าป่าบำรุงวัด
๐๗.๐๐น. นำท่านนมัสการ ลุมพีนีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เสาศิลาของพระเจ้าอโศกมหาราช
๑๑.๓๐น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยลุมพินี
๑๓.๐๐ น. เดินทางไปเมืองกุสินาราอินเดีย
๑๙.๐๐ น. เดินทางถึงเมืองกุสินารา ทานอาหารเย็นและเข้าพักที่วัดไทยกุสินารา ห้องละ ๕ คน ห้องน้ำในตัว (คืนที่๗)
วันที่แปดของการเดินทาง กุสินารา – พาราณสี ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๖.๐๐น. รับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยกุสินารา
๐๗.๐๐ น. นำท่านกราบนมัสการ มหาปรินิพพานสถูป และเข้าไปสักการะพระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหไสยาสน์ คือปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้าย ภายในวิหารปรินิพพาน สวดมนต์บูชาองค์พระพุทธปรินิพพาน เสร็จแล้วนำท่านกราบนมัสการ มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ซึ่งมัลละกษัตริย์ ได้ยกรามภาย์กาคีลา อันเป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐบาล ขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมื่อถวายพระเพลิงแล้วจึงได้ก่อสถูป ซึ่งปัจจุบันเป็นซากทรงกลมขนาดใหญ่ (เสร็จจากไหว้พระทอดผ้าป่าบำรุงวัด)
๑๑.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยกุสินารา
๑๒.๓๐ น. เดินทางไปเมืองพาราณสี
๒๑.๐๐ น. เดินทางถึงเมืองพาราณสี รับประทานอาหารเย็นและพักที่วัดไทยสารนาถ ห้องละ ๓ คน ห้องน้ำในตัว (คืนที่ ๘)
วันที่เก้าของการเดินทาง พาราณสี - แม่น้ำคงคา – ธัมเมกขสถูป-คยา ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๔
๐๕.๓๐ น. อรุณสวัสดิ์ นำท่านล่องเรือชมแม่น้ำคงคา สายธารอันศักดิ์สิทธิ์ ชมพิธีการอาบน้ำล้างบาปและบูชาพระอาทิตย์ของชาวฮินดู ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ชมชีวิตจริงของสองฟากฝั่งที่รวมด้วย การอาบ การดื่มกิน การเผาศพที่ท่าน้ำ ซึ่งมีมานากว่า ๔,๐๐๐ ปี โดยกองไฟที่เผาไม่เคยดับมอดลงเลย
๐๖.๓๐ น. เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจพระนักศึกษาไทย ที่หอเสน มหาวิทยาลัยบาณารัสฮินดู ร่วมรับประทานอาหารเช้ากับพระนักศึกษาไทย และทอดผ้าป่าการศึกษา
๐๙.๐๐ น. นำท่านเข้าชมพิพิธภัณฑ์เมืองพาราณสี ให้ญาติโยมเข้าห้องน้ำได้ในนี้เพราะมีห้องน้ำหลายห้องและสะอาด หลังจากนั้นนำท่านกราบนมัสการ สังเวชนียถานแห่งที่ ๓ “ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน”สถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ เมืองพาราณสี ซึ่งเป็นการแสดงธรรมครั้งแรก ที่มีชื่อว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สักการะ ธัมเมกขสถูป ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำให้โกณฑัญญะ บรรลุโสดาบัน ทูลขอบวชเป็นพุทธสาวกรูปแรก และเป็นวันแรกที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์รัตนตรัย สวดมนต์บูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนา และอธิษฐานจิตแผ่บุญ จากนั้นออกจากบริเวณธัมเมกขสูป นมัสการมูลคันธกุฏีวิหาร สร้างโดยท่านอนาคาริกธรรมปาละ ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และเรียกร้องเอาพุทธคยาจากชาวฮินดูคืนสู่ชาวพุทธ
๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยสารนาถ
๑๓.๐๐ น. เดินทางไปเมืองคยา ระหว่างทางจอดแวะได้ตามความเหมาะสม
๒๐.๐๐ น. เดินทางถึงเมืองคยา รับประทานอาหารเย็นและเข้าพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ห้องละ ๓ คน มีห้องน้ำ (คืนที่ ๙)
๐๕.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
๐๖.๐๐น. เดินทางไปชม มหาวิทยาลัยนาลันทา หรือนาลันทามหาวิหาร มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งมีพื้นที่ ๒๓๐ ไร่ เป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งหลวงจีนเหี้ยนจัง หรือ พระถังซัมจั๋ง ได้มาศึกษาที่นาลันทามหาวิหารแห่งนี้ นำท่านชมหอสมุดนาลันทา ซึ่งยังคงมีร่องรอยประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่จากการถูกกองทัพมุสลิมเติร์กได้เผาทำลาย หอสมุดนี้ไหม้อยู่เป็นเวลาเกือบสามเดือนจึงมอดดับ นำท่านกราบนมัสการหลวงพ่อองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปหินสีดำแกะสลักขนาดใหญ่ สูงเกือบ ๓ เมตร ที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่เพียงองค์เดียวที่รอดจากการถูกทำลายของชาวมุสลิม
๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยสิริราชคฤห์ เสร็จแล้วทอดผ้าป่าบำรุงวัด
๑๓.๐๐ น. นำท่านนมัสการพระคันธกุฏี ที่ประทับของพระพุทธเจ้าบนยอดเขาคิชฌกูฏ ร่วมสวดมนต์และนั่งสมาธิ ชม กุฏิพระอานนท์ ถ้ำสุกรขาตา (ถ้ำพระสารีบุตร) ถ้ำพระโมคคัลลานะ ชมคุกคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร และวัดหมอชีวก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนา และรอยเกวียนพันปี นำท่านชม ตโปธาราม บ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคได้ ปัจจุบันเป็นที่อาบน้ำของวรรณะ ๔ วรรณะ นำท่านชมวัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย และเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสาวก ๑,๒๕๐ รูป ผู้ล้วนเป็นเอหิ ภิกขุ (พระพุทธเจ้าบวชให้) และเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น ซึ่งมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ในวันมาฆปูรณมี
๑๕.๐๐ น. เดินทางกลับไปพุทธคยา
๑๘.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็นที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
๑๙.๐๐ น. นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ในยามค่ำคืน
๒๑.๐๐ น. เข้าพักที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา ห้องละ ๓ คน ห้องน้ำในตัว (คืนที่ ๑๐)
วันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง คยา – ต้นพระศรีมหาโพธิ์ - กัลกัตตา |
๐๖.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
๐๗.๐๐ น. เดินทางไปบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนวันตรัสรู้ และบริเวณที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้าและชมแม่น้ำเนรัญชราซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานลอยถาดทองคำ นำท่านนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ที่เป็นศูนย์รวมของชาวพุทธทั่วโลก สวดมนต์บูชาสถานที่ตรัสรู้ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ กราบนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์ และพระพุทธเมตตา พระปฏิมาประธานปางมารวิชัยที่ศักดิ์สิทธิ์มีอายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี ภายในวิหารมหาเจดีย์พุทธคยา และชมอนิมิสเจดีย์ สถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุข นำท่านชมวัดญี่ปุ่น
๑๑.๓๐ น. รับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
๑๓.๐๐.น. กราบลาต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากนั้นตามอัธยาศัยช๊อปปิ้งก็ได้ ถ่ายภาพก็ได้ จนถึงสี่โมงเย็นเก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย
๑๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเย็นที่วัดไทยมคธพุทธวิปัสสนา
๑๘.๐๐ น. เดินทางไปเมืองกัลกัตตา เพื่อขึ้นเครื่องกลับในวันรุ่งขึ้น นอนในรถ (คืนที่๑๐)
๐๖.๐๐ น. ถึงเมืองกัลกัตตา ทำธุระส่วนตัวและรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมอินดีสมาร์ท
๐๘.๐๐ น. เดินทางไปสนามบินดัมดัม เมืองกัลกัตตา
๑๑.๐๐ น. ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทย โดยสายการบินคิงส์ฟิชเชอร์ IT 021
๑๖.๐๐ น. (เวลาท้องถิ่นในไทย) ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กลับสู่ดินแดนมาตุภูมิโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับมุมมองใหม่ๆ ในโลกใบเดิม ....สวัสดีเมืองไทย .......เจอกันใหม่.....แสวงบุญคราวหน้า
สิ่งที่ควรนำติดตัวไปด้วย
๑. รองเท้าที่สวมกระชับ ถุงเท้า หมวก สบู่ ยาสีฟัน ผ้าถุง
๒. ผ้าสำหรับปูนั่งเวลาสวดมนต์ ทำสมาธิ
๓. ปลั๊กไฟที่มีสายไม่ยาวสำหรับท่านที่จะชาร์จแบตเตอรี่ ทางคณะมีตัวแปรไฟให้
๔. ยารักษาโรคประจำตัว อย่าลืมเด็ดขาดสำหรับท่านที่มีโรคประจำตัว
๕. ของขบเขี้ยวหรืออาหารแห้งสำหรับท่านที่ชอบอาหารที่ไม่มีในอินเดีย
๖. ไฟฉาย พร้อมถ่าน ใส่ในกระเป๋าใหญ่ ห้ามนำขึ้นเครื่อง
๗. บรรจุภัณฑ์ที่เป็นน้ำ เจล ครีม ยาสีฟัน ให้ใส่กระเป๋าใหญ่
๘. ชาย – หญิง แยกห้องนอน ให้แยกกระเป๋าคนละใบ
๙. น้ำหนักกระเป๋าท่านละไม่เกิน ๒๐ กก. ถ้าเกินต้องจ่ายเองกก.ละ ๑๖๕ บาท
๑๐. การทอดผ้าป่าตามวัดต่างๆ ที่เข้าพักให้ใช้เป็นเงินบาทหรือรูปีก็ได้
๑๑. นอนวัดไทยทานอาหารไทย ๑๒. เงินรูปีอาตมาจะเตรียมไว้ให้แลก ๑๓. เงินไทยที่นำไปควรเป็นแบงค์ย่อยใช้ง่ายหลักฐานการเดินทาง
๑. หนังสือเดินทางระหว่างประเทศ (Passport)
๒. สำเนาบัตรประชาชน ๑ ชุด
๓. รูปถ่ายขนาด ๒ นิ้ว ๔ แผ่น (ภาพสี)
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
พระภิกษุรูปละ ๓๘,๐๐๐ บาท (สามหมื่นแปดพันบาทถ้วน)
ฆราวาสท่านละ ๔๐,๐๐๐ บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)
สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
พระมหาสุพรรณ์ อริยวณฺโณ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพ
โทร ๐๒ – ๕๕๑๐๕๘๑,๐๘๙ – ๐๓๒๔๕๗๐
แฟกซ์ ๐๒ - ๕๕๑๐๕๘๑
การชำระเงิน มัดจำครั้งแรกเมื่อจอง ( ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฏาคม) จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
จ่ายส่วนที่เหลือ (ภายในเดือนกันยายน) จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท
กรณีมัดจำหรือจ่ายเงินไปแล้วไม่เดินทาง คืนเงินให้ได้บางส่วนเท่านั้น เพราะบางรายการก็สำรองจ่ายไปแล้ว
ชำระได้ที่ พระมหาสุพรรณ์ อริยวณฺโณ วัดพระศรีมหาธาตุ กุฏี ๒๐๐๐ โทร ๐๘๙ – ๐๓๒๔๕๗๐, ๐๒ – ๕๕๑๐๕๘๑
แฟกซ์ ๐๒ – ๕๕๑๐๕๘๑ email – sunonu@hotmail.com
หรือโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง ชื่อบัญชี พระมหาสุพรรณ์ ชำนาญ
เลขที่บัญชี 067 – 1 – 48367 – 2
และบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ดอนเมือง ชื่อบัญชี พระมหาสุพรรณ์ ชำนาญ
เลขที่บัญชี 081 – 255552 – 6
อัตรานี้รวม
๑. ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ชั้นทัศนาจร
๒. ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน
๓. ค่าพาหนะ รถโค้ชปรับอากาศตลอดโปรแกรม
๔. ค่าธรรมเนียมผ่านประตูเข้านมัสการพุทธสถานต่างๆ ตามโปรแกรม
๕. ค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย – เนปาล
๖. ค่าประกันการเดินทาง ท่านละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท
๗. ถ้ายกเลิกการเดินทาง ก่อนวันเดินทาง ๑๕ วัน จะคืนเงินให้ ๕0 เปอร์เซ็นต์
ก่อนวันเดินทาง ๙ วัน จะไม่มีการคืนเงินใดๆ ทั้งสิ้น
๘. กรณีเกิดเหตุใดๆขึ้นหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆที่มาจากภาวะบ้านเมืองของประเทศนั้นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากทาง คณะทางคณะจะช่วยรับผิดชอบเพียงบางส่วนเท่านั้น